วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Lan1

ในตอนแรกของบทความชุด TCP/IP Networking นี้ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP ไว้และวางพล็อตของบทความไว้ว่าจะกล่าวถึงมาตรฐานโปรโตคอล TCP/IP เรียงลำดับไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วจะยกตัวอย่างการใช้งานจริง แต่พอได้อ่านเมล์ของท่านผู้อ่านที่สอบถามเกี่ยวกับระบบเครือข่ายเข้ามาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ต้องวางพล็อตบทความใหม่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วท่านผู้อ่านสนใจเรื่องการใช้งานจริงมากกว่ามาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP
จดหมายฉบับล่าสุดท่านผู้อ่านถามมาว่า "มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ 16 เครื่องจะใช้มาตรฐาน TCP/IP ต้องต่อแลนอย่างไร และมีทั้งเครื่องยูนิกซ์ วินโดวส์ เน็ตแวร์ จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่ แล้วติดตั้งการ์ดแลนแบบไหนดีกว่ากัน เดินสายแลนแบบไหนดีกว่ากัน...ไม่เห็นบอกเลย"ท่าทางท่านผู้อ่านจะใจร้อนพอสมควร ผู้เขียนจึงตอบเมล์กลับไปก่อนแล้วจึงกลับมาเรียบเรียงบทความใหม่ โดยให้กล่าวถึงระบบที่ใช้งานจริงก่อนว่าเขาทำกันอย่างไร แล้วจะค่อยกล่าวถึงมาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างระบบเครือข่ายใกล้ตัวที่ผู้เขียนออกแบบและติดตั้งไว้เอง จะได้ตอบคำถามท่านผู้อ่านได้ถูก ระบบที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายภายในหน่วยงานของผู้เขียนทำงานอยู่ จะมาเล่าให้ฟังว่าใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีวิธีการติดตั้งอย่างไร และอุปกรณ์แต่ละชนิดมีหน้าที่อะไร ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะกล่าวถึงนี้ใช้งานโปรโตคอล TCP/IP เป็นหลัก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี
บางส่วนของระบบเครือข่ายพื้นฐานมักจะถูกมองข้ามอยู่เสมอ เช่น วิธีการออกแบบ วิธีการเดินสายแลน วิธีการติดตั้งการ์ดแลน ฯลฯ เรามักจะใช้งานกันจากระบบเครือข่ายที่มีการติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทหรือผู้ดูแลระบบ โดยที่ไม่ได้ติดตั้งและออกแบบเอง แต่ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเครือข่ายพื้นฐานตั้งแต่ตัวอย่างระบบจริง วิธีการออกแบบ ไปจนถึงการติดตั้งจนใช้งานได้ ซึ่งบทความชุดนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาดังต่อไปนี้
· ต้องรู้อะไรบ้างในระบบเครือข่าย TCP/IP
· ตัวอย่างการติดตั้งระบบแลน
· การออกแบบระบบแลนเบื้องต้น
· อุปกรณ์พื้นฐานของระบบแลน
· วิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน
· การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· การกำหนดไอพีแอดเดรสสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· ระบบโมเด็มการเชื่อมต่อเข้าระบบแลนด้วยระบบโมเด็ม
· การเชื่อมต่อระบบแลนสองแห่งเข้าด้วยกัน
หัวข้อทั้งหมดนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะในการใช้งานจริง และเน้นที่เทคนิคการติดตั้งอุปกรณ์ วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ และ การวิธีการตรวจสอบระบบ
หากมีการลงลึกในรายละเอียดผู้เขียนจะระบุแหล่งค้นคว้าหรือเอกสารอ้างอิงประกอบให้สามารถศึกษาเพิ่มเติมเองได้ ไม่เช่นนั้นเนื้อหาของบทความจะไม่จบในแต่ละตอน เรามาลองดูระบบเครือข่ายตัวอย่างกันครับ


ระบบเครือข่ายตัวอย่าง




รูปที่ 1 ระบบเครือข่ายตัวอย่าง
ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะยกมาเป็นตัวอย่างมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่ผู้เขียนทำงานอยู่ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 16 เครื่อง เชื่อมต่อเป็นวงแลนผ่านฮับ(HUB) มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับให้บริการ เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ และเครื่องสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปประมาณ 30 คน ซึ่งและสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยเครื่องแต่ละทำหน้าที่ต่างกันดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงคุณสมบัติของเครื่องในระบบตัวอย่าง
หมายเลข
ระบบปฏิบัติการ
หน้าที่
ไอพีแอดเดรส
หมายเหตุ
1
วินโดวส์ 98
เว็บเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.1
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IIS)
2
วินโดวส์ 2000
เมล์เซิร์ฟเวอร ์
192.168.0.2
ติดตั้งโปรแกรม Exchange Server
3
วินโดวส์ 98
แชร์ไฟล์
192.168.0.3
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
4
วินโดวส์ 98
แชร์เครื่องพิมพ์
192.168.0.4
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
5
วินโดวส์ 2000
ดีเอ็นเอสเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.5
ติดตั้ง service DNS
6
วินโดวส์ 2000
วินเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.6
ติดตั้ง Window2000 แบบ Primary Domain
7
วินโดวส์ 98
เอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.7
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IS Server)
8
วินโดวส์ 98
เก็ตเวย์
192.168.0.8
ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ออกสู่อินเทอร์เน็ต
9-16
วินโดวส์ 98
เครื่องลูกข่าย
192.168.0.9-16
เครื่องลูกข่ายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
นอกจากผู้ใช้งานภายในเครือข่ายประมาณ 30 คนแล้วระบบนี้จะรองรับผู้ใช้งานประมาณ 500 คนจากระบบเครือข่ายภายนอกด้วย ถ้าจำนวนผู้ใช้งานมากหรือน้อยกว่านี้ก็สามารถปรับจำนวนเครื่องให้เหมาะสมได้ และถ้าเป็นระบบเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนเท่านี้ก็ได้ อาจจะเลือกติดตั้งเฉพาะบางเครื่องตามการใช้งาน ซึ่งระบบเครือข่ายนี้เราสามารถติดตั้งได้กับระบบที่มีเครื่องตั้งแต่ 2 เครื่องเป็นต้นไปโดยมี หลักในการติดตั้งเครื่องดังนี้
· ให้ติดตั้งเฉพาะระบบที่ต้องการก่อน เช่นในระยะแรกอาจจะเลือกติดตั้งเพียงระบบแชร์ไฟล์ และแชร์เครื่องพิมพ์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มเติมระบบอื่นภายหลัง
· เราสามารถประหยัดเครื่องโดยการติดตั้งหลายระบบบนเครื่องเดียวกัน เช่น ติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์กับเมล์เซิร์ฟเวอร์ บนเครื่องเดียวกัน หรือติดตั้งระบบแชร์ไฟล์กับแชร์เครื่องพิมพ์ บนเครื่องเดียวกันฯลฯ
ระบบนี้ผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์98 และ วินโดวส์2000 เนื่องจากการผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์กลางของหน่วยงานผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นหลัก ซึ่งสามารถรองรับการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันได้โดยไม่มีปัญหา

การใช้งานระบบเครือข่าย

ระบบนี้จะแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ออกเป็นสองกลุ่มคือ
กลุ่มแรก เครื่องหมายเลข 1-8 เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ประกอบไปด้วย เว็บเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ และ เกตเวย์ เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต
กลุ่มที่สอง เครื่องหมายเลข 9-16 เป็นเครื่องลูกข่าย สำหรับให้ผู้ใช้งานใช้ ซึ่งติดตั้งโปรแกรมพื้นฐานไว้ดังนี้คือ
· Microsoft window 98
· Microsoft Office 97
· Internet Explorer
· Microsoft Outlook
การใช้งานของผู้ใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 9-16 นี้จะเป็นเครื่องที่ให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งาน ซึ่งนอกจากจะใช้ทำงานเอกสารต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายได้ดังนี้
· แชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
· ใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
· ใช้งานอินเทอร์เน็ต
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องคือการที่เราทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายสามารถดึงข้อมูลข้ามเครื่องกันได้ ในระบบนี้เครื่องที่ 3 จะทำหน้าที่แชร์ไฟล์ใว้ให้เครื่องทุกเครื่องในระบบโดยติดตั้งฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ไว้กับเครื่องนี้ และอนุญาตให้เครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถดึงข้อมูลหรือเขียนข้อมูลลงไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่องนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่บนทุกเครื่อง
ผู้เขียนจะนำโปรแกรมต่างๆ ที่ต้องการแจกจ่ายให้ผู้ใช้งาน และนำโปรแกรมต้นฉบับมาเก็บไว้ที่เครื่องหมายเลข 3 นี้โดยไม่ต้องแจกจ่ายโปรแกรมให้กับผู้ใช้งานในระบบทุกคน เป็นการประหยัดเวลาและป้องกันแผ่นโปรแกรมของจริงสูญหาย ผู้ใช้งานก็สะดวกที่ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้เอง และเมื่อมีการปรับปรุงข้อมูลหรือเปลี่ยนโปรแกรมผู้ใช้งานก็จะได้ใช้โปรแกรมชุดเดียวกัน
การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
ในระบบนี้จะมีเครื่องพิมพ์อยู่เครื่องเดียวติดตั้งไว้กับเครื่องหมายเลข 4 ซึ่งทำหน้าที่แชร์เครื่องพิมพ์ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในระบบ เครื่องอื่นๆ เวลาต้องการใช้งานเครื่องพิมพ์ก็จะสั่งพิมพ์มายังเครื่องที่แชร์เครื่องพิมพ์ไว้ ซึ่งเครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถสั่งพิมพ์ที่เครื่องนี้ได้ทำให้ลดจำนวนเครื่องพิมพ์ ไม่ต้องย้ายเครื่องพิมพ์ไปมา และยังเป็นการประหยัดอุปกรณ์อื่นด้วยเช่นหมึกพิมพ์ กระดาษ ที่ไม้ต้องสำรองไว้หลายชุด
การใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต
เครื่องลูกข่าย(เครื่องหมายเลข 9-16) จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ โดยมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์หมายเลข 1-8 เป็นทำหน้าที่ให้บริการภายในระบบ และมีเครื่อง หมายเลข 8 ทำหน้าเป็นเกตเวย์หรือทำหน้าเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสู่อินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง
ขั้นตอนการติดตั้งระบบ
ระบบเครือข่ายนี้จะเป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นวงแลน(LAN) โดยการเดินสายสัญญาณเชื่อมกันระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้
· ติดตั้งการ์ดแลนเข้ากับแต่ละเครื่อง
· เดินสายสัญญาณจากการ์ดแลนของเครื่องแต่ละเครื่องเข้าหากัน
· ติดตั้งและปรับแต่งเครื่องแต่ละเครื่องให้ทำงานเป็นระบบเครือข่าย
ยังไม่ต้องกังวลถึงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนนะครับ เราจะกล่าวถึงภายหลังตอนนี้เราทำความเข้าใจกับภาพรวมกันก่อน


รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเชื่อมต่อจริงของระบบเครือข่าย
เมื่อเราเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าหากันแล้ว และจะเกิดระบบเครือข่ายพื้นฐานขึ้นดังรูปที่ 2 ระบบนี้เราจะเรียกว่าระบบแลน (LAN)


ระบบแลน
แลนมาจากคำว่า LAN(Local Area Network) คำแปลเป็นตามไทยตามศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า "ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่" แต่บางครั้งก็มีผู้ใช้คำว่า "ระบบเครือข่ายท้องถิ่น" ความหมายก็คือระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วยความเร็วสูง ระบบแลนถือว่าเป็นระบบเครือข่ายพื้นฐานสำหรับการใช้งานโปรโตคอลต่างๆ ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งโปรโตคอล TCP/IP ด้วย
เนื่องจากระบบแลนเป็นระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยการใช้สายสัญญาณหรือที่เราเรียกว่าสายแลนต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นการแบ่งประเภทของแลนเราจะแบ่งตามวิธีการเชื่อมต่อหรือวิธีการเดินสายสัญญาณนั้นเอง
วิธีการเดินสายแลน
เมื่อจะส่งข้อมูลถึงกันก็ต้องต่อสายเข้าหากัน วิธีการต่อสายเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ในระบบแลนนั้นเราจะเรียกว่า "การเดินสายแลน" โดยที่นิยมกันจะแบ่งเป็น 3 วิธีครับคือ
· เดินสายแบบบัส
· เดินสายแบบริง
· เดินสายแบบสตาร์
การเดินสายแลนทั้ง 3 วิธี จะใช้อุปกรณ์และวิธีการต่างกัน และมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ปัจจุบันเราจะพบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ มากที่สุดเพราะ สามารถตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้ง่าย ระบบตัวอย่างของเราก็ใช้วิธีการเดินสายแบบสตาร์เหมือนกัน แต่วิธีการเดินสายแบบอื่นก็น่าสนใจเช่นกัน เรามาลองทำความเข้าใจถึงวิธีเดินสายในแต่ละแบบกันครับ เริ่มกันที่การเดินสายแบบบัสก่อน
การเดินสายแบบบัส
วิธีการเดินสายแบบบัสนี้ เหมือนกับการวางถนนหลักแล้วมีซอยแยกเข้าบ้าน ดังรูปที่ 3 โดยจะวางสายแลนเดินเป็นแกนกลางที่เรียกว่าบัสหรือแบ็กโบนเป็นถนนหลัก แล้วตามจุดต่างๆ ระหว่างกลางของแบ็คโบนจะมีสายเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกับซอยแยกเข้าหาเครื่อง ที่ปลายสายทั้งสองข้างจะมีเทอร์มิเนเตอร์ต่ออยู่



รูปที่ 3 การเดินสายแบบบัส
สายแลนที่ใช้ในการเดินสายแบบบัสจะมีอยู่สองชนิดคือ
· ชนิดบาง(thin cable) มีความยาวได้สูงสุด 200 เมตร
· ชนิดหนา(thick cable) เดินได้ความยาวสูงสุด 500 เมตร
สายชนิดบางมักจะใช้เดินภายในอาคาร ส่วนสายชนิดหนาจะใช้เดินระหว่างอาคารหรือเชื่อมระหว่างชั้นต่างๆ ข้อดีของการเดินสายแบบบัสนี้คือ ติดตั้งง่าย อุปกรณ์ราคาถูก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์รวมสัญญาณ(HUB) สามารถเดินสายได้ระยะทางไกล และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ(repeater) เพื่อเพิ่มระยะทางในการเดินสายได้
แต่มีข้อเสียคือถ้าเกิดข้อผิดพลาดในสายสัญญาณ หรือเกิดการขาดที่จุดหนึ่งจุดใดบนบัส จะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถให้งานได้ และการตรวจสอบหาจุดเสียทำได้ยาก ภายหลังจึงไม่นิยมการเดินสายแบบบัสนัก
การเดินสายแบบริง
รูปที่ 4 การเดินสายแบบริง
การเดินสายแบบริง(ring) หรือแบบวงแหวนนี้จะเดินสายเป็นวง จากเครื่องแรกไปยังเครื่องสุดท้ายและวนกลับมายังเครื่องแรกอีกครั้ง ดังรูปที่ 4เทคนิคการเดินสายแบบนี้มีในระบบเครือข่ายมานานแล้วแต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนักเนื่องจากจุดหนึ่งจุดใดในวงขาดจะทำให้เครื่องอื่นไม่สามารถส่งข้อมูลได้และอุปกรณ์มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงวิธีหนึ่ง
การเดินสายแบบสตาร์
ระบบแลนที่เชื่อมต่อในลักษณะสตาร์นั้นสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป คือระบบที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีสายแลนเชื่อมไปที่ฮับเป็นตัวกลางและถ้าเดินสายตรงออกจากฮับไปยังเครื่องที่ตำแหน่งต่างๆ จะมีลักษณะคล้ายดาว จึงเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบสตาร์ ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5 รูปการเชื่อมต่อแบบสตาร์
ด้วยการเดินสายสัญญาณแยกแต่ละเครื่องไปยังฮับ ดังนั้นถ้าสายสัญญาณเส้นหนึ่งเส้นใดขาด ก็จะมีผลต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ต่ออยู่เพียงเครื่องเดียว เครื่องอื่นสามารถยังสามารถใช้งานได้ปรกติ ทำให้การบำรุงรักษาง่าย และปัจจุบันการเชื่อมต่อในลักษณะนี้สามารถทำความเร็วสูงได้ตั้งแต่ 10 เมกกะบิตต่อวินาที ไปจนถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที ในขณะที่ราคาอุปกรณ์ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูง
การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้ เราสามารถวางตำแหน่งของเครื่องและเดินสายอย่างไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องวางให้เรียงตามลำดับอย่างการเดินสายแบบบัสหรือแบบริง สายแลนแต่ละเส้นเรายาวเท่าไรก็ได้และไม่จำเป็นต้องยาวเท่ากัน โดยสายแลนแต่ละเส้นมีความยาวได้ไม่เกิน 100 เมตร(ตามคุณสมบัติ) แต่ในการใช้งานจริงมักจะใช้ความยาวไม่เกิน 85 เมตร และมักจะเดินโดยคำนึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงายด้วย ตัวอย่างการเชื่อมต่อวงแลนในที่ทำงานจะมีลักษณะดังรูปที่ 6 ซึ่งเรามักจะวางฮับไว้ที่มุมห้องแล้วเดินสายแลนลอดใต้พื้นยก หรือใต้หลังคาเพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม



รูปที่ 6 แสดงตัวอย่างการเชื่อมโยงระบบแลนแบบสตาร์
กลับด้านบน

รายละเอียดการเดินสายของระบบตัวอย่าง

เมื่อเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องแล้ว ให้เราวาดแผนผังของระบบเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการดูแลระบบต่อไป โดยจะนิยมเขียนแผนผังในลักษณะบัสโดยไม่เขียนรูปฮับ ซึ่งดูง่ายกว่า ดังรูปที่ 7


รูปที่ 7 การเขียนแผนผังเครือข่ายในลักษณะบัส
การเขียนแผนผังในลักษณะบัสนี้จะเขียนเส้นตรงแทนระบบเครือข่ายและมีเส้นย่อยลากจากเส้นหลักไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่เขียนรูปฮับ ระบบเครือข่ายรุ่นก่อนๆ การเขียนแผนผังเครือข่ายลักษณะนี้จะหมายการเชื่อมต่อในลักษณะบัสจริงๆ แต่ในปัจจุบันจะมักหมายถึงการเชื่อมต่อแบบสตาร์โดยที่มีฮับเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น