วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
กลอนอกหัก รักช้ำ...ซ้ำ
เช็ดน้ำตา ที่ไหลมาที่ละหยด
แล้วจำจดความช้ำ แต่ครั้งหลัง
อดีตรัก ที่เคยได้พุกพัง จะไปหวัง
ให้หวนคืนอีกทำไม
ภาพสุดท้าย ตายจากไปในวันนั้น
ที่บอกกัน มันเพียงฝันอันสุขสม
ที่ผ่านมา อย่าได้คิดจิตโง่งม
หากขื่นขม จมน้ำตาอย่าติดใจ
เดินจากไป ไม่หันหลังดั่งไร้ค่า
เสียงร้องมาว่า อย่าจากพรากกันไป
ยังเย็นชา หาได้ฟังดั่งสะใจ
เดินจากไป ไม่เหลียวแลแยแสกัน
วันนี้ ที่เธอช้ำน้ำคำรัก
เจ็บยิ่งนัก หักหาญใจไม่สุขสรรค์
จึงกลับมา หารักเก่าเรามีกัน
พูดคำนั้นมัน ไร้ค่าอย่าเอ่ยเลย ...
เช็ดน้ำตา ที่ไหลมาที่ละหยด
แล้วจำจดความช้ำ แต่ครั้งหลัง
อดีตรัก ที่เคยได้พุกพัง จะไปหวัง
ให้หวนคืนอีกทำไม
ภาพสุดท้าย ตายจากไปในวันนั้น
ที่บอกกัน มันเพียงฝันอันสุขสม
ที่ผ่านมา อย่าได้คิดจิตโง่งม
หากขื่นขม จมน้ำตาอย่าติดใจ
เดินจากไป ไม่หันหลังดั่งไร้ค่า
เสียงร้องมาว่า อย่าจากพรากกันไป
ยังเย็นชา หาได้ฟังดั่งสะใจ
เดินจากไป ไม่เหลียวแลแยแสกัน
วันนี้ ที่เธอช้ำน้ำคำรัก
เจ็บยิ่งนัก หักหาญใจไม่สุขสรรค์
จึงกลับมา หารักเก่าเรามีกัน
พูดคำนั้นมัน ไร้ค่าอย่าเอ่ยเลย ...
Lan1
ในตอนแรกของบทความชุด TCP/IP Networking นี้ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP ไว้และวางพล็อตของบทความไว้ว่าจะกล่าวถึงมาตรฐานโปรโตคอล TCP/IP เรียงลำดับไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วจะยกตัวอย่างการใช้งานจริง แต่พอได้อ่านเมล์ของท่านผู้อ่านที่สอบถามเกี่ยวกับระบบเครือข่ายเข้ามาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ต้องวางพล็อตบทความใหม่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วท่านผู้อ่านสนใจเรื่องการใช้งานจริงมากกว่ามาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP
จดหมายฉบับล่าสุดท่านผู้อ่านถามมาว่า "มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ 16 เครื่องจะใช้มาตรฐาน TCP/IP ต้องต่อแลนอย่างไร และมีทั้งเครื่องยูนิกซ์ วินโดวส์ เน็ตแวร์ จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่ แล้วติดตั้งการ์ดแลนแบบไหนดีกว่ากัน เดินสายแลนแบบไหนดีกว่ากัน...ไม่เห็นบอกเลย"ท่าทางท่านผู้อ่านจะใจร้อนพอสมควร ผู้เขียนจึงตอบเมล์กลับไปก่อนแล้วจึงกลับมาเรียบเรียงบทความใหม่ โดยให้กล่าวถึงระบบที่ใช้งานจริงก่อนว่าเขาทำกันอย่างไร แล้วจะค่อยกล่าวถึงมาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างระบบเครือข่ายใกล้ตัวที่ผู้เขียนออกแบบและติดตั้งไว้เอง จะได้ตอบคำถามท่านผู้อ่านได้ถูก ระบบที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายภายในหน่วยงานของผู้เขียนทำงานอยู่ จะมาเล่าให้ฟังว่าใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีวิธีการติดตั้งอย่างไร และอุปกรณ์แต่ละชนิดมีหน้าที่อะไร ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะกล่าวถึงนี้ใช้งานโปรโตคอล TCP/IP เป็นหลัก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี
บางส่วนของระบบเครือข่ายพื้นฐานมักจะถูกมองข้ามอยู่เสมอ เช่น วิธีการออกแบบ วิธีการเดินสายแลน วิธีการติดตั้งการ์ดแลน ฯลฯ เรามักจะใช้งานกันจากระบบเครือข่ายที่มีการติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทหรือผู้ดูแลระบบ โดยที่ไม่ได้ติดตั้งและออกแบบเอง แต่ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเครือข่ายพื้นฐานตั้งแต่ตัวอย่างระบบจริง วิธีการออกแบบ ไปจนถึงการติดตั้งจนใช้งานได้ ซึ่งบทความชุดนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาดังต่อไปนี้
· ต้องรู้อะไรบ้างในระบบเครือข่าย TCP/IP
· ตัวอย่างการติดตั้งระบบแลน
· การออกแบบระบบแลนเบื้องต้น
· อุปกรณ์พื้นฐานของระบบแลน
· วิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน
· การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· การกำหนดไอพีแอดเดรสสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· ระบบโมเด็มการเชื่อมต่อเข้าระบบแลนด้วยระบบโมเด็ม
· การเชื่อมต่อระบบแลนสองแห่งเข้าด้วยกัน
หัวข้อทั้งหมดนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะในการใช้งานจริง และเน้นที่เทคนิคการติดตั้งอุปกรณ์ วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ และ การวิธีการตรวจสอบระบบ
หากมีการลงลึกในรายละเอียดผู้เขียนจะระบุแหล่งค้นคว้าหรือเอกสารอ้างอิงประกอบให้สามารถศึกษาเพิ่มเติมเองได้ ไม่เช่นนั้นเนื้อหาของบทความจะไม่จบในแต่ละตอน เรามาลองดูระบบเครือข่ายตัวอย่างกันครับ
ระบบเครือข่ายตัวอย่าง
รูปที่ 1 ระบบเครือข่ายตัวอย่าง
ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะยกมาเป็นตัวอย่างมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่ผู้เขียนทำงานอยู่ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 16 เครื่อง เชื่อมต่อเป็นวงแลนผ่านฮับ(HUB) มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับให้บริการ เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ และเครื่องสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปประมาณ 30 คน ซึ่งและสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยเครื่องแต่ละทำหน้าที่ต่างกันดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงคุณสมบัติของเครื่องในระบบตัวอย่าง
หมายเลข
ระบบปฏิบัติการ
หน้าที่
ไอพีแอดเดรส
หมายเหตุ
1
วินโดวส์ 98
เว็บเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.1
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IIS)
2
วินโดวส์ 2000
เมล์เซิร์ฟเวอร ์
192.168.0.2
ติดตั้งโปรแกรม Exchange Server
3
วินโดวส์ 98
แชร์ไฟล์
192.168.0.3
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
4
วินโดวส์ 98
แชร์เครื่องพิมพ์
192.168.0.4
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
5
วินโดวส์ 2000
ดีเอ็นเอสเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.5
ติดตั้ง service DNS
6
วินโดวส์ 2000
วินเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.6
ติดตั้ง Window2000 แบบ Primary Domain
7
วินโดวส์ 98
เอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.7
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IS Server)
8
วินโดวส์ 98
เก็ตเวย์
192.168.0.8
ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ออกสู่อินเทอร์เน็ต
9-16
วินโดวส์ 98
เครื่องลูกข่าย
192.168.0.9-16
เครื่องลูกข่ายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
นอกจากผู้ใช้งานภายในเครือข่ายประมาณ 30 คนแล้วระบบนี้จะรองรับผู้ใช้งานประมาณ 500 คนจากระบบเครือข่ายภายนอกด้วย ถ้าจำนวนผู้ใช้งานมากหรือน้อยกว่านี้ก็สามารถปรับจำนวนเครื่องให้เหมาะสมได้ และถ้าเป็นระบบเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนเท่านี้ก็ได้ อาจจะเลือกติดตั้งเฉพาะบางเครื่องตามการใช้งาน ซึ่งระบบเครือข่ายนี้เราสามารถติดตั้งได้กับระบบที่มีเครื่องตั้งแต่ 2 เครื่องเป็นต้นไปโดยมี หลักในการติดตั้งเครื่องดังนี้
· ให้ติดตั้งเฉพาะระบบที่ต้องการก่อน เช่นในระยะแรกอาจจะเลือกติดตั้งเพียงระบบแชร์ไฟล์ และแชร์เครื่องพิมพ์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มเติมระบบอื่นภายหลัง
· เราสามารถประหยัดเครื่องโดยการติดตั้งหลายระบบบนเครื่องเดียวกัน เช่น ติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์กับเมล์เซิร์ฟเวอร์ บนเครื่องเดียวกัน หรือติดตั้งระบบแชร์ไฟล์กับแชร์เครื่องพิมพ์ บนเครื่องเดียวกันฯลฯ
ระบบนี้ผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์98 และ วินโดวส์2000 เนื่องจากการผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์กลางของหน่วยงานผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นหลัก ซึ่งสามารถรองรับการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันได้โดยไม่มีปัญหา
การใช้งานระบบเครือข่าย
ระบบนี้จะแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ออกเป็นสองกลุ่มคือ
กลุ่มแรก เครื่องหมายเลข 1-8 เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ประกอบไปด้วย เว็บเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ และ เกตเวย์ เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต
กลุ่มที่สอง เครื่องหมายเลข 9-16 เป็นเครื่องลูกข่าย สำหรับให้ผู้ใช้งานใช้ ซึ่งติดตั้งโปรแกรมพื้นฐานไว้ดังนี้คือ
· Microsoft window 98
· Microsoft Office 97
· Internet Explorer
· Microsoft Outlook
การใช้งานของผู้ใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 9-16 นี้จะเป็นเครื่องที่ให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งาน ซึ่งนอกจากจะใช้ทำงานเอกสารต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายได้ดังนี้
· แชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
· ใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
· ใช้งานอินเทอร์เน็ต
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องคือการที่เราทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายสามารถดึงข้อมูลข้ามเครื่องกันได้ ในระบบนี้เครื่องที่ 3 จะทำหน้าที่แชร์ไฟล์ใว้ให้เครื่องทุกเครื่องในระบบโดยติดตั้งฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ไว้กับเครื่องนี้ และอนุญาตให้เครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถดึงข้อมูลหรือเขียนข้อมูลลงไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่องนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่บนทุกเครื่อง
ผู้เขียนจะนำโปรแกรมต่างๆ ที่ต้องการแจกจ่ายให้ผู้ใช้งาน และนำโปรแกรมต้นฉบับมาเก็บไว้ที่เครื่องหมายเลข 3 นี้โดยไม่ต้องแจกจ่ายโปรแกรมให้กับผู้ใช้งานในระบบทุกคน เป็นการประหยัดเวลาและป้องกันแผ่นโปรแกรมของจริงสูญหาย ผู้ใช้งานก็สะดวกที่ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้เอง และเมื่อมีการปรับปรุงข้อมูลหรือเปลี่ยนโปรแกรมผู้ใช้งานก็จะได้ใช้โปรแกรมชุดเดียวกัน
การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
ในระบบนี้จะมีเครื่องพิมพ์อยู่เครื่องเดียวติดตั้งไว้กับเครื่องหมายเลข 4 ซึ่งทำหน้าที่แชร์เครื่องพิมพ์ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในระบบ เครื่องอื่นๆ เวลาต้องการใช้งานเครื่องพิมพ์ก็จะสั่งพิมพ์มายังเครื่องที่แชร์เครื่องพิมพ์ไว้ ซึ่งเครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถสั่งพิมพ์ที่เครื่องนี้ได้ทำให้ลดจำนวนเครื่องพิมพ์ ไม่ต้องย้ายเครื่องพิมพ์ไปมา และยังเป็นการประหยัดอุปกรณ์อื่นด้วยเช่นหมึกพิมพ์ กระดาษ ที่ไม้ต้องสำรองไว้หลายชุด
การใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต
เครื่องลูกข่าย(เครื่องหมายเลข 9-16) จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ โดยมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์หมายเลข 1-8 เป็นทำหน้าที่ให้บริการภายในระบบ และมีเครื่อง หมายเลข 8 ทำหน้าเป็นเกตเวย์หรือทำหน้าเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสู่อินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง
ขั้นตอนการติดตั้งระบบ
ระบบเครือข่ายนี้จะเป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นวงแลน(LAN) โดยการเดินสายสัญญาณเชื่อมกันระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้
· ติดตั้งการ์ดแลนเข้ากับแต่ละเครื่อง
· เดินสายสัญญาณจากการ์ดแลนของเครื่องแต่ละเครื่องเข้าหากัน
· ติดตั้งและปรับแต่งเครื่องแต่ละเครื่องให้ทำงานเป็นระบบเครือข่าย
ยังไม่ต้องกังวลถึงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนนะครับ เราจะกล่าวถึงภายหลังตอนนี้เราทำความเข้าใจกับภาพรวมกันก่อน
รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเชื่อมต่อจริงของระบบเครือข่าย
เมื่อเราเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าหากันแล้ว และจะเกิดระบบเครือข่ายพื้นฐานขึ้นดังรูปที่ 2 ระบบนี้เราจะเรียกว่าระบบแลน (LAN)
ระบบแลน
แลนมาจากคำว่า LAN(Local Area Network) คำแปลเป็นตามไทยตามศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า "ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่" แต่บางครั้งก็มีผู้ใช้คำว่า "ระบบเครือข่ายท้องถิ่น" ความหมายก็คือระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วยความเร็วสูง ระบบแลนถือว่าเป็นระบบเครือข่ายพื้นฐานสำหรับการใช้งานโปรโตคอลต่างๆ ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งโปรโตคอล TCP/IP ด้วย
เนื่องจากระบบแลนเป็นระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยการใช้สายสัญญาณหรือที่เราเรียกว่าสายแลนต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นการแบ่งประเภทของแลนเราจะแบ่งตามวิธีการเชื่อมต่อหรือวิธีการเดินสายสัญญาณนั้นเอง
วิธีการเดินสายแลน
เมื่อจะส่งข้อมูลถึงกันก็ต้องต่อสายเข้าหากัน วิธีการต่อสายเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ในระบบแลนนั้นเราจะเรียกว่า "การเดินสายแลน" โดยที่นิยมกันจะแบ่งเป็น 3 วิธีครับคือ
· เดินสายแบบบัส
· เดินสายแบบริง
· เดินสายแบบสตาร์
การเดินสายแลนทั้ง 3 วิธี จะใช้อุปกรณ์และวิธีการต่างกัน และมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ปัจจุบันเราจะพบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ มากที่สุดเพราะ สามารถตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้ง่าย ระบบตัวอย่างของเราก็ใช้วิธีการเดินสายแบบสตาร์เหมือนกัน แต่วิธีการเดินสายแบบอื่นก็น่าสนใจเช่นกัน เรามาลองทำความเข้าใจถึงวิธีเดินสายในแต่ละแบบกันครับ เริ่มกันที่การเดินสายแบบบัสก่อน
การเดินสายแบบบัส
วิธีการเดินสายแบบบัสนี้ เหมือนกับการวางถนนหลักแล้วมีซอยแยกเข้าบ้าน ดังรูปที่ 3 โดยจะวางสายแลนเดินเป็นแกนกลางที่เรียกว่าบัสหรือแบ็กโบนเป็นถนนหลัก แล้วตามจุดต่างๆ ระหว่างกลางของแบ็คโบนจะมีสายเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกับซอยแยกเข้าหาเครื่อง ที่ปลายสายทั้งสองข้างจะมีเทอร์มิเนเตอร์ต่ออยู่
รูปที่ 3 การเดินสายแบบบัส
สายแลนที่ใช้ในการเดินสายแบบบัสจะมีอยู่สองชนิดคือ
· ชนิดบาง(thin cable) มีความยาวได้สูงสุด 200 เมตร
· ชนิดหนา(thick cable) เดินได้ความยาวสูงสุด 500 เมตร
สายชนิดบางมักจะใช้เดินภายในอาคาร ส่วนสายชนิดหนาจะใช้เดินระหว่างอาคารหรือเชื่อมระหว่างชั้นต่างๆ ข้อดีของการเดินสายแบบบัสนี้คือ ติดตั้งง่าย อุปกรณ์ราคาถูก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์รวมสัญญาณ(HUB) สามารถเดินสายได้ระยะทางไกล และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ(repeater) เพื่อเพิ่มระยะทางในการเดินสายได้
แต่มีข้อเสียคือถ้าเกิดข้อผิดพลาดในสายสัญญาณ หรือเกิดการขาดที่จุดหนึ่งจุดใดบนบัส จะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถให้งานได้ และการตรวจสอบหาจุดเสียทำได้ยาก ภายหลังจึงไม่นิยมการเดินสายแบบบัสนัก
การเดินสายแบบริง
รูปที่ 4 การเดินสายแบบริง
การเดินสายแบบริง(ring) หรือแบบวงแหวนนี้จะเดินสายเป็นวง จากเครื่องแรกไปยังเครื่องสุดท้ายและวนกลับมายังเครื่องแรกอีกครั้ง ดังรูปที่ 4เทคนิคการเดินสายแบบนี้มีในระบบเครือข่ายมานานแล้วแต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนักเนื่องจากจุดหนึ่งจุดใดในวงขาดจะทำให้เครื่องอื่นไม่สามารถส่งข้อมูลได้และอุปกรณ์มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงวิธีหนึ่ง
การเดินสายแบบสตาร์
ระบบแลนที่เชื่อมต่อในลักษณะสตาร์นั้นสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป คือระบบที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีสายแลนเชื่อมไปที่ฮับเป็นตัวกลางและถ้าเดินสายตรงออกจากฮับไปยังเครื่องที่ตำแหน่งต่างๆ จะมีลักษณะคล้ายดาว จึงเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบสตาร์ ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5 รูปการเชื่อมต่อแบบสตาร์
ด้วยการเดินสายสัญญาณแยกแต่ละเครื่องไปยังฮับ ดังนั้นถ้าสายสัญญาณเส้นหนึ่งเส้นใดขาด ก็จะมีผลต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ต่ออยู่เพียงเครื่องเดียว เครื่องอื่นสามารถยังสามารถใช้งานได้ปรกติ ทำให้การบำรุงรักษาง่าย และปัจจุบันการเชื่อมต่อในลักษณะนี้สามารถทำความเร็วสูงได้ตั้งแต่ 10 เมกกะบิตต่อวินาที ไปจนถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที ในขณะที่ราคาอุปกรณ์ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูง
การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้ เราสามารถวางตำแหน่งของเครื่องและเดินสายอย่างไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องวางให้เรียงตามลำดับอย่างการเดินสายแบบบัสหรือแบบริง สายแลนแต่ละเส้นเรายาวเท่าไรก็ได้และไม่จำเป็นต้องยาวเท่ากัน โดยสายแลนแต่ละเส้นมีความยาวได้ไม่เกิน 100 เมตร(ตามคุณสมบัติ) แต่ในการใช้งานจริงมักจะใช้ความยาวไม่เกิน 85 เมตร และมักจะเดินโดยคำนึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงายด้วย ตัวอย่างการเชื่อมต่อวงแลนในที่ทำงานจะมีลักษณะดังรูปที่ 6 ซึ่งเรามักจะวางฮับไว้ที่มุมห้องแล้วเดินสายแลนลอดใต้พื้นยก หรือใต้หลังคาเพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม
รูปที่ 6 แสดงตัวอย่างการเชื่อมโยงระบบแลนแบบสตาร์
กลับด้านบน
รายละเอียดการเดินสายของระบบตัวอย่าง
เมื่อเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องแล้ว ให้เราวาดแผนผังของระบบเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการดูแลระบบต่อไป โดยจะนิยมเขียนแผนผังในลักษณะบัสโดยไม่เขียนรูปฮับ ซึ่งดูง่ายกว่า ดังรูปที่ 7
รูปที่ 7 การเขียนแผนผังเครือข่ายในลักษณะบัส
การเขียนแผนผังในลักษณะบัสนี้จะเขียนเส้นตรงแทนระบบเครือข่ายและมีเส้นย่อยลากจากเส้นหลักไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่เขียนรูปฮับ ระบบเครือข่ายรุ่นก่อนๆ การเขียนแผนผังเครือข่ายลักษณะนี้จะหมายการเชื่อมต่อในลักษณะบัสจริงๆ แต่ในปัจจุบันจะมักหมายถึงการเชื่อมต่อแบบสตาร์โดยที่มีฮับเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
ในตอนแรกของบทความชุด TCP/IP Networking นี้ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP ไว้และวางพล็อตของบทความไว้ว่าจะกล่าวถึงมาตรฐานโปรโตคอล TCP/IP เรียงลำดับไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วจะยกตัวอย่างการใช้งานจริง แต่พอได้อ่านเมล์ของท่านผู้อ่านที่สอบถามเกี่ยวกับระบบเครือข่ายเข้ามาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ต้องวางพล็อตบทความใหม่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วท่านผู้อ่านสนใจเรื่องการใช้งานจริงมากกว่ามาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP
จดหมายฉบับล่าสุดท่านผู้อ่านถามมาว่า "มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ 16 เครื่องจะใช้มาตรฐาน TCP/IP ต้องต่อแลนอย่างไร และมีทั้งเครื่องยูนิกซ์ วินโดวส์ เน็ตแวร์ จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่ แล้วติดตั้งการ์ดแลนแบบไหนดีกว่ากัน เดินสายแลนแบบไหนดีกว่ากัน...ไม่เห็นบอกเลย"ท่าทางท่านผู้อ่านจะใจร้อนพอสมควร ผู้เขียนจึงตอบเมล์กลับไปก่อนแล้วจึงกลับมาเรียบเรียงบทความใหม่ โดยให้กล่าวถึงระบบที่ใช้งานจริงก่อนว่าเขาทำกันอย่างไร แล้วจะค่อยกล่าวถึงมาตรฐานของโปรโตคอล TCP/IP โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างระบบเครือข่ายใกล้ตัวที่ผู้เขียนออกแบบและติดตั้งไว้เอง จะได้ตอบคำถามท่านผู้อ่านได้ถูก ระบบที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายภายในหน่วยงานของผู้เขียนทำงานอยู่ จะมาเล่าให้ฟังว่าใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง มีวิธีการติดตั้งอย่างไร และอุปกรณ์แต่ละชนิดมีหน้าที่อะไร ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะกล่าวถึงนี้ใช้งานโปรโตคอล TCP/IP เป็นหลัก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี
บางส่วนของระบบเครือข่ายพื้นฐานมักจะถูกมองข้ามอยู่เสมอ เช่น วิธีการออกแบบ วิธีการเดินสายแลน วิธีการติดตั้งการ์ดแลน ฯลฯ เรามักจะใช้งานกันจากระบบเครือข่ายที่มีการติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทหรือผู้ดูแลระบบ โดยที่ไม่ได้ติดตั้งและออกแบบเอง แต่ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเครือข่ายพื้นฐานตั้งแต่ตัวอย่างระบบจริง วิธีการออกแบบ ไปจนถึงการติดตั้งจนใช้งานได้ ซึ่งบทความชุดนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาดังต่อไปนี้
· ต้องรู้อะไรบ้างในระบบเครือข่าย TCP/IP
· ตัวอย่างการติดตั้งระบบแลน
· การออกแบบระบบแลนเบื้องต้น
· อุปกรณ์พื้นฐานของระบบแลน
· วิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน
· การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· การกำหนดไอพีแอดเดรสสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบแลน
· ระบบโมเด็มการเชื่อมต่อเข้าระบบแลนด้วยระบบโมเด็ม
· การเชื่อมต่อระบบแลนสองแห่งเข้าด้วยกัน
หัวข้อทั้งหมดนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะในการใช้งานจริง และเน้นที่เทคนิคการติดตั้งอุปกรณ์ วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ และ การวิธีการตรวจสอบระบบ
หากมีการลงลึกในรายละเอียดผู้เขียนจะระบุแหล่งค้นคว้าหรือเอกสารอ้างอิงประกอบให้สามารถศึกษาเพิ่มเติมเองได้ ไม่เช่นนั้นเนื้อหาของบทความจะไม่จบในแต่ละตอน เรามาลองดูระบบเครือข่ายตัวอย่างกันครับ
ระบบเครือข่ายตัวอย่าง
รูปที่ 1 ระบบเครือข่ายตัวอย่าง
ระบบเครือข่ายพื้นฐานที่จะยกมาเป็นตัวอย่างมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่ผู้เขียนทำงานอยู่ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 16 เครื่อง เชื่อมต่อเป็นวงแลนผ่านฮับ(HUB) มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับให้บริการ เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ และเครื่องสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปประมาณ 30 คน ซึ่งและสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยเครื่องแต่ละทำหน้าที่ต่างกันดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงคุณสมบัติของเครื่องในระบบตัวอย่าง
หมายเลข
ระบบปฏิบัติการ
หน้าที่
ไอพีแอดเดรส
หมายเหตุ
1
วินโดวส์ 98
เว็บเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.1
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IIS)
2
วินโดวส์ 2000
เมล์เซิร์ฟเวอร ์
192.168.0.2
ติดตั้งโปรแกรม Exchange Server
3
วินโดวส์ 98
แชร์ไฟล์
192.168.0.3
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
4
วินโดวส์ 98
แชร์เครื่องพิมพ์
192.168.0.4
ติดตั้งโปรโตคอล File and printer sharing for Microsoft Network
5
วินโดวส์ 2000
ดีเอ็นเอสเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.5
ติดตั้ง service DNS
6
วินโดวส์ 2000
วินเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.6
ติดตั้ง Window2000 แบบ Primary Domain
7
วินโดวส์ 98
เอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์
192.168.0.7
ติดตั้งโปรแกรม Internet Information Server(IS Server)
8
วินโดวส์ 98
เก็ตเวย์
192.168.0.8
ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ออกสู่อินเทอร์เน็ต
9-16
วินโดวส์ 98
เครื่องลูกข่าย
192.168.0.9-16
เครื่องลูกข่ายสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
นอกจากผู้ใช้งานภายในเครือข่ายประมาณ 30 คนแล้วระบบนี้จะรองรับผู้ใช้งานประมาณ 500 คนจากระบบเครือข่ายภายนอกด้วย ถ้าจำนวนผู้ใช้งานมากหรือน้อยกว่านี้ก็สามารถปรับจำนวนเครื่องให้เหมาะสมได้ และถ้าเป็นระบบเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนเท่านี้ก็ได้ อาจจะเลือกติดตั้งเฉพาะบางเครื่องตามการใช้งาน ซึ่งระบบเครือข่ายนี้เราสามารถติดตั้งได้กับระบบที่มีเครื่องตั้งแต่ 2 เครื่องเป็นต้นไปโดยมี หลักในการติดตั้งเครื่องดังนี้
· ให้ติดตั้งเฉพาะระบบที่ต้องการก่อน เช่นในระยะแรกอาจจะเลือกติดตั้งเพียงระบบแชร์ไฟล์ และแชร์เครื่องพิมพ์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มเติมระบบอื่นภายหลัง
· เราสามารถประหยัดเครื่องโดยการติดตั้งหลายระบบบนเครื่องเดียวกัน เช่น ติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์กับเมล์เซิร์ฟเวอร์ บนเครื่องเดียวกัน หรือติดตั้งระบบแชร์ไฟล์กับแชร์เครื่องพิมพ์ บนเครื่องเดียวกันฯลฯ
ระบบนี้ผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์98 และ วินโดวส์2000 เนื่องจากการผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์กลางของหน่วยงานผู้เขียนใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นหลัก ซึ่งสามารถรองรับการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันได้โดยไม่มีปัญหา
การใช้งานระบบเครือข่าย
ระบบนี้จะแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ออกเป็นสองกลุ่มคือ
กลุ่มแรก เครื่องหมายเลข 1-8 เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ประกอบไปด้วย เว็บเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ และ เกตเวย์ เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต
กลุ่มที่สอง เครื่องหมายเลข 9-16 เป็นเครื่องลูกข่าย สำหรับให้ผู้ใช้งานใช้ ซึ่งติดตั้งโปรแกรมพื้นฐานไว้ดังนี้คือ
· Microsoft window 98
· Microsoft Office 97
· Internet Explorer
· Microsoft Outlook
การใช้งานของผู้ใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์หมายเลข 9-16 นี้จะเป็นเครื่องที่ให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งาน ซึ่งนอกจากจะใช้ทำงานเอกสารต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายได้ดังนี้
· แชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
· ใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
· ใช้งานอินเทอร์เน็ต
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่อง
การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องคือการที่เราทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายสามารถดึงข้อมูลข้ามเครื่องกันได้ ในระบบนี้เครื่องที่ 3 จะทำหน้าที่แชร์ไฟล์ใว้ให้เครื่องทุกเครื่องในระบบโดยติดตั้งฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ไว้กับเครื่องนี้ และอนุญาตให้เครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถดึงข้อมูลหรือเขียนข้อมูลลงไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่องนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่บนทุกเครื่อง
ผู้เขียนจะนำโปรแกรมต่างๆ ที่ต้องการแจกจ่ายให้ผู้ใช้งาน และนำโปรแกรมต้นฉบับมาเก็บไว้ที่เครื่องหมายเลข 3 นี้โดยไม่ต้องแจกจ่ายโปรแกรมให้กับผู้ใช้งานในระบบทุกคน เป็นการประหยัดเวลาและป้องกันแผ่นโปรแกรมของจริงสูญหาย ผู้ใช้งานก็สะดวกที่ไม่ต้องเก็บโปรแกรมไว้เอง และเมื่อมีการปรับปรุงข้อมูลหรือเปลี่ยนโปรแกรมผู้ใช้งานก็จะได้ใช้โปรแกรมชุดเดียวกัน
การใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกัน
ในระบบนี้จะมีเครื่องพิมพ์อยู่เครื่องเดียวติดตั้งไว้กับเครื่องหมายเลข 4 ซึ่งทำหน้าที่แชร์เครื่องพิมพ์ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในระบบ เครื่องอื่นๆ เวลาต้องการใช้งานเครื่องพิมพ์ก็จะสั่งพิมพ์มายังเครื่องที่แชร์เครื่องพิมพ์ไว้ ซึ่งเครื่องทุกเครื่องในระบบสามารถสั่งพิมพ์ที่เครื่องนี้ได้ทำให้ลดจำนวนเครื่องพิมพ์ ไม่ต้องย้ายเครื่องพิมพ์ไปมา และยังเป็นการประหยัดอุปกรณ์อื่นด้วยเช่นหมึกพิมพ์ กระดาษ ที่ไม้ต้องสำรองไว้หลายชุด
การใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต
เครื่องลูกข่าย(เครื่องหมายเลข 9-16) จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ โดยมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์หมายเลข 1-8 เป็นทำหน้าที่ให้บริการภายในระบบ และมีเครื่อง หมายเลข 8 ทำหน้าเป็นเกตเวย์หรือทำหน้าเชื่อมต่อระบบเครือข่ายสู่อินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง
ขั้นตอนการติดตั้งระบบ
ระบบเครือข่ายนี้จะเป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นวงแลน(LAN) โดยการเดินสายสัญญาณเชื่อมกันระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้
· ติดตั้งการ์ดแลนเข้ากับแต่ละเครื่อง
· เดินสายสัญญาณจากการ์ดแลนของเครื่องแต่ละเครื่องเข้าหากัน
· ติดตั้งและปรับแต่งเครื่องแต่ละเครื่องให้ทำงานเป็นระบบเครือข่าย
ยังไม่ต้องกังวลถึงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนนะครับ เราจะกล่าวถึงภายหลังตอนนี้เราทำความเข้าใจกับภาพรวมกันก่อน
รูปที่ 2 แสดงลักษณะการเชื่อมต่อจริงของระบบเครือข่าย
เมื่อเราเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าหากันแล้ว และจะเกิดระบบเครือข่ายพื้นฐานขึ้นดังรูปที่ 2 ระบบนี้เราจะเรียกว่าระบบแลน (LAN)
ระบบแลน
แลนมาจากคำว่า LAN(Local Area Network) คำแปลเป็นตามไทยตามศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า "ข่ายงานบริเวณเฉพาะที่" แต่บางครั้งก็มีผู้ใช้คำว่า "ระบบเครือข่ายท้องถิ่น" ความหมายก็คือระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วยความเร็วสูง ระบบแลนถือว่าเป็นระบบเครือข่ายพื้นฐานสำหรับการใช้งานโปรโตคอลต่างๆ ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งโปรโตคอล TCP/IP ด้วย
เนื่องจากระบบแลนเป็นระบบที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายเข้าด้วยกัน โดยการใช้สายสัญญาณหรือที่เราเรียกว่าสายแลนต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นการแบ่งประเภทของแลนเราจะแบ่งตามวิธีการเชื่อมต่อหรือวิธีการเดินสายสัญญาณนั้นเอง
วิธีการเดินสายแลน
เมื่อจะส่งข้อมูลถึงกันก็ต้องต่อสายเข้าหากัน วิธีการต่อสายเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ในระบบแลนนั้นเราจะเรียกว่า "การเดินสายแลน" โดยที่นิยมกันจะแบ่งเป็น 3 วิธีครับคือ
· เดินสายแบบบัส
· เดินสายแบบริง
· เดินสายแบบสตาร์
การเดินสายแลนทั้ง 3 วิธี จะใช้อุปกรณ์และวิธีการต่างกัน และมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ปัจจุบันเราจะพบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ มากที่สุดเพราะ สามารถตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้ง่าย ระบบตัวอย่างของเราก็ใช้วิธีการเดินสายแบบสตาร์เหมือนกัน แต่วิธีการเดินสายแบบอื่นก็น่าสนใจเช่นกัน เรามาลองทำความเข้าใจถึงวิธีเดินสายในแต่ละแบบกันครับ เริ่มกันที่การเดินสายแบบบัสก่อน
การเดินสายแบบบัส
วิธีการเดินสายแบบบัสนี้ เหมือนกับการวางถนนหลักแล้วมีซอยแยกเข้าบ้าน ดังรูปที่ 3 โดยจะวางสายแลนเดินเป็นแกนกลางที่เรียกว่าบัสหรือแบ็กโบนเป็นถนนหลัก แล้วตามจุดต่างๆ ระหว่างกลางของแบ็คโบนจะมีสายเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนกับซอยแยกเข้าหาเครื่อง ที่ปลายสายทั้งสองข้างจะมีเทอร์มิเนเตอร์ต่ออยู่
รูปที่ 3 การเดินสายแบบบัส
สายแลนที่ใช้ในการเดินสายแบบบัสจะมีอยู่สองชนิดคือ
· ชนิดบาง(thin cable) มีความยาวได้สูงสุด 200 เมตร
· ชนิดหนา(thick cable) เดินได้ความยาวสูงสุด 500 เมตร
สายชนิดบางมักจะใช้เดินภายในอาคาร ส่วนสายชนิดหนาจะใช้เดินระหว่างอาคารหรือเชื่อมระหว่างชั้นต่างๆ ข้อดีของการเดินสายแบบบัสนี้คือ ติดตั้งง่าย อุปกรณ์ราคาถูก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์รวมสัญญาณ(HUB) สามารถเดินสายได้ระยะทางไกล และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ(repeater) เพื่อเพิ่มระยะทางในการเดินสายได้
แต่มีข้อเสียคือถ้าเกิดข้อผิดพลาดในสายสัญญาณ หรือเกิดการขาดที่จุดหนึ่งจุดใดบนบัส จะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถให้งานได้ และการตรวจสอบหาจุดเสียทำได้ยาก ภายหลังจึงไม่นิยมการเดินสายแบบบัสนัก
การเดินสายแบบริง
รูปที่ 4 การเดินสายแบบริง
การเดินสายแบบริง(ring) หรือแบบวงแหวนนี้จะเดินสายเป็นวง จากเครื่องแรกไปยังเครื่องสุดท้ายและวนกลับมายังเครื่องแรกอีกครั้ง ดังรูปที่ 4เทคนิคการเดินสายแบบนี้มีในระบบเครือข่ายมานานแล้วแต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนักเนื่องจากจุดหนึ่งจุดใดในวงขาดจะทำให้เครื่องอื่นไม่สามารถส่งข้อมูลได้และอุปกรณ์มีราคาค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงวิธีหนึ่ง
การเดินสายแบบสตาร์
ระบบแลนที่เชื่อมต่อในลักษณะสตาร์นั้นสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป คือระบบที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีสายแลนเชื่อมไปที่ฮับเป็นตัวกลางและถ้าเดินสายตรงออกจากฮับไปยังเครื่องที่ตำแหน่งต่างๆ จะมีลักษณะคล้ายดาว จึงเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบสตาร์ ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5 รูปการเชื่อมต่อแบบสตาร์
ด้วยการเดินสายสัญญาณแยกแต่ละเครื่องไปยังฮับ ดังนั้นถ้าสายสัญญาณเส้นหนึ่งเส้นใดขาด ก็จะมีผลต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ต่ออยู่เพียงเครื่องเดียว เครื่องอื่นสามารถยังสามารถใช้งานได้ปรกติ ทำให้การบำรุงรักษาง่าย และปัจจุบันการเชื่อมต่อในลักษณะนี้สามารถทำความเร็วสูงได้ตั้งแต่ 10 เมกกะบิตต่อวินาที ไปจนถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที ในขณะที่ราคาอุปกรณ์ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูง
การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้ เราสามารถวางตำแหน่งของเครื่องและเดินสายอย่างไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องวางให้เรียงตามลำดับอย่างการเดินสายแบบบัสหรือแบบริง สายแลนแต่ละเส้นเรายาวเท่าไรก็ได้และไม่จำเป็นต้องยาวเท่ากัน โดยสายแลนแต่ละเส้นมีความยาวได้ไม่เกิน 100 เมตร(ตามคุณสมบัติ) แต่ในการใช้งานจริงมักจะใช้ความยาวไม่เกิน 85 เมตร และมักจะเดินโดยคำนึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงายด้วย ตัวอย่างการเชื่อมต่อวงแลนในที่ทำงานจะมีลักษณะดังรูปที่ 6 ซึ่งเรามักจะวางฮับไว้ที่มุมห้องแล้วเดินสายแลนลอดใต้พื้นยก หรือใต้หลังคาเพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม
รูปที่ 6 แสดงตัวอย่างการเชื่อมโยงระบบแลนแบบสตาร์
กลับด้านบน
รายละเอียดการเดินสายของระบบตัวอย่าง
เมื่อเดินสายสัญญาณเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องแล้ว ให้เราวาดแผนผังของระบบเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการดูแลระบบต่อไป โดยจะนิยมเขียนแผนผังในลักษณะบัสโดยไม่เขียนรูปฮับ ซึ่งดูง่ายกว่า ดังรูปที่ 7
รูปที่ 7 การเขียนแผนผังเครือข่ายในลักษณะบัส
การเขียนแผนผังในลักษณะบัสนี้จะเขียนเส้นตรงแทนระบบเครือข่ายและมีเส้นย่อยลากจากเส้นหลักไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่เขียนรูปฮับ ระบบเครือข่ายรุ่นก่อนๆ การเขียนแผนผังเครือข่ายลักษณะนี้จะหมายการเชื่อมต่อในลักษณะบัสจริงๆ แต่ในปัจจุบันจะมักหมายถึงการเชื่อมต่อแบบสตาร์โดยที่มีฮับเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
